อิสตันบูล เที่ยวสุขสันต์ สนุกด้วยกันใน ประเทศตุรกี ตอน 4 ฮาเกียโซเฟีย ภาค 2 ความงามภายใน และภาพโมเสกล้ำค่า

เพิ่มเพื่อน
เพิ่มเพื่อน
2,057 Views

อิสตันบูล เที่ยวสุขสันต์ สนุกด้วยกันใน ประเทศตุรกี ตอน 4 ฮาเกียโซเฟีย ภาค 2 ความงามภายใน และภาพโมเสกล้ำค่า  (Istanbul Fun Days EP.4 Hagia Sophia 2 Interior)

ฮาเกียโซเฟีย (Hagia Sophia) ความอลังการที่สร้างมากว่า 1,500 ปี สัญลักษณ์ของการเคารพความต่างของศาสนาในยุคปัจจุบัน

เราเดินเข้าชมความยิ่งใหญ่ของฮาเกียโซเฟียไปด้วยกันนะคะ ประตูที่เราเข้าไปเป็นระตูใหญ่ และมีประตูเล็กๆ ทางซ้าย 4 ประตูและทางขวาอีก 4 ประตู ประตูกลางใหญ่ที่เราเดินเข้ามาเรียกว่า Imperial Gate ไว้สำหรับให้จักรพรรดิโรมันใช้เดินเข้ามา  ประชาชนทั่วไปจะใช้ประตูเล็กทางซ้ายหรือขวาก็ได้ค่ะ ด้านบนของประตูกลางนี้ มีรูปภาพโมเสก ซึ่งน่าจะเป็นภาพในปลายศตวรรษที่ 9 หรือต้นศตวรรษที่ 10 เป็นรูปผู้ชายนั่งบนบัลลังก์ประดับอัญมณี เรารู้ได้ว่าผู้ชายคนนี้คือพระเยซู เพราะมีภาพไม้กางเขนอยู่ด้านหลังของศีรษะ พระเยซูทรงถือคัมภีร์ไบเบิลอยู่ในมือซ้าย บนไบเบิลเขียนว่า “Peace be with you. I am the  light of the world.” ในภาษากรีก ซึ่งเขียนไว้ในพระคัมภีร์ยอห์น 20:19, 20:26, 8:12 ภาพวงกลมทางด้านไหล่ซ้ายเป็นภาพของเทวดามีปีก คือเทวทูตเกเบียล (Archangel Gabriel) ภาพวงกลมทางด้านไหล่ขวาเป็นภาพของพระนางมารีย์ ส่วนด้านล่างนั้นเป็นภาพชายคนหนึ่งพยายามก้มลงจูบเท้าของพระเยซู ชายผู้นั้นคือจักรพรรดิลีโอ (Leo) กำลังขอโทษพระเยซู เพราะตามหลักของศาสนาคริสต์ตะวันออก ไม่อนุญาตให้แต่งงานมากกว่า 1 ครั้ง แต่แต่จักรพรรดิ ได้แต่งงาน 2 ครั้งกับภรรยา 2 คน เพราะภรรยาคนแรกไม่สามารถมีลูกชายให้ได้จากการแต่งงานในครั้งแรก จึงต้องแต่งงานเป็นครั้งที่ 2 เพื่อที่จะมีลูกชายเพราะพระองค์เป็นพระจักรพรรดิ ต้องการคนสืบราชบัลลังก์

เดินผ่านประตูกลางเข้าไปกันนะคะ เราจะไปชมความงามด้านในของฮาเกียโซเฟียกันค่ะ และสิ่งแรกที่ทำให้เพื่อนๆ ตะลึงก็คือ โดมอันยิ่งใหญ่ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 32 เมตร ซึ่งนับเป็นโดมที่ใหญ่ที่สุดในนครอิสตันบูล เราได้ไปเยี่ยมชมมัสยิดสุไลมานิเย่ ซึ่งสร้างในศตวรรษที่ 16 และสุเหร่าสีน้ำเงิน ชื่อสร้างในศตวรรษที่ 17 มาแล้ว ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับฮาเกียโซเฟียแล้วนับว่าใหม่มาก เพราะฮาเกียโซเฟีย สร้างศตวรรษที่ 6 ซึ่งนับว่าเก่าแก่มากและยังมีโดมที่ยิ่งใหญ่กว่ามากด้วย เพื่อนๆ ลองจินตนาการถึงความยากในการสร้างโดมใหญ่ขนาดนี้เลยสมัยนั้นดูสิคะ ซึ่งตามประวัติศาสตร์แล้วโดมนี้มีการพังทลายลงมาหลายครั้งด้วยกัน เช่น จากเหตุแผ่นดินไหวในศตวรรษช่วง 17-18 และก็มีการซ่อมแซมครั้งใหญ่เพื่อทำให้โดมมีน้ำหนักเบาขึ้น และเราสามารถเห็นสัญลักษณ์กากบาทที่พื้นได้ ซึ่งไม่ได้มีความหมายทางด้านศาสนาแต่อย่างใด เพราะผู้คนก็เดินข้ามไปมา แต่เป็นทำสัญลักษณ์ของสถาปนิก ในการสร้างโดมขึ้นมานั้นเอง 

ด้านในวิหาร เราจะเห็นแผ่นวงกลมใหญ่มาก แขวนอยู่ที่เสาหิน สลักตัวอักษรอิสลามไว้ คือคำว่า อัลเลาะห์ (Allah) คือพระนามของพระเจ้า / มูฮัมหมัด (Muhammad) คือองค์ศาสดา และ 4 คาริบ (Caliph) คือผู้นำของศาสนาอิสลาม เกิดขึ้นหลังสมัยศาสดามูฮัมหมัด เป็นผู้ที่มีสิทธิ์ในการเล่าเรื่องศาสนาอิสลาม ได้แก่ อาบู (Abu) / บาร์ก (Bakr) / อูมาร์ (Umar) / อุทมาน (Uthman) / และ อาลี (Ali) รวมทั้ง หลาน 2 คนของมูฮัมหมัด ได้แก่ ฮัสซาน (Hassan) / ฮุสเซน (Hussain) โดยนักเขียนอักษรวิจิตร Kazasker Mustafa Izzed Effendi 

และเมื่อเรามองที่ภาพโมเสกทางด้านทางเข้าทิศตะวันตกเฉียงใต้ ก็งดงามมาก เป็นภาพพระนางมารีนั่งอยู่บนบัลลังก์ประดับด้วยหินอัญมณี และมีพระเยซูตอนเด็กนั่งอยู่บนตัก กำลังอวยพรให้กับ จักรพรรดิคอนสแตนติน สวมชุดราชพิธี โชว์โมเดลของเมือง ยืนอยู่ทางซ้ายของนางมารี และทางขวาเป็นจักรพรรดิจัสติเนียน โชว์โมเดลของฮาเกียโซเฟีย ..ภาพวงกลมทั้ง 2 ข้างบรรจุอักษรย่อ แปลว่า “Mother of God”

มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจอยากจะเล่าให้เพื่อนๆ ฟังว่า ถ้าเราพูดถึงโบสถ์ในศาสนาคริสต์ โบสถ์จะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เพราะพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศนั้น แต่ถ้าเป็นมัสยิด หรือสุเหร่า ของศาสนาอิสลามนั้น จะหันหน้าไปทางทิศใต้ เพราะเมกกะอยู่ทางทิศใต้ ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนจากโบสถ์ให้เป็นมัสยิด จึงต้องแก้ปัญหาด้วยการสร้างทางเข้าเล็กๆ ทางด้านขวาของทางเข้ากลาง แต่เป็นทางด้านขวาไปนิดเดียว ทำไมถึงนิดเดียว เพราะว่าตัวอาคารของฮาเกียโซเฟีเองนั้นก็ได้เคลื่อนตัวไปทางทิศเมกกะเช่นกัน ซึ่งเป็นเพราะการเคลื่อนตัวของพื้นใต้อาคาร แต่ก็มีผู้คนบางคนที่เชื่อว่า มีฮีโร่คนหนึ่งเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนศาสนา เขาเดินเข้ามาที่นี่เอานิ้วจิ้มลงไปในหิน แล้วหมุนตัวอาคารให้หันไปทางทิศเมกกะ แล้วยังมีผู้คนที่ที่มีความเชื่อแบบนี้จนถึงทุกวันนี้ ...ซึ่งเสาหินอธิษฐานนี้ (Wishing Column) ตั้งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของอาคาร ซึ่งจะเป็นแผ่นสำริดหุ้มเสาอยู่ และมีรู ถ้าเราเอานิ้วจิ้มเข้าไปแล้วหมุนมือให้รอบเป็นวงกลมได้ คำอธิษฐานของเราจะเป็นจริง

แล้วเราเดินต่อขึ้นไปยังชั้น 2 กันนะคะ ซึ่งที่นี่ไม่มีบันได มีแต่ทางลาดขึ้นเป็นทางลาด 7 สโลปหรือว่า 7 ช่วงน่ะค่ะ ซึ่งค่อนข้างยาวไกล และชันพอดูค่ะ ที่ไม่มีบันไดเป็นเพราะว่าในสมัยนั้น พระจักรพรรดิและพระจักรพรรดินีจะขึ้นชั้น 2 ด้วยการทรงม้า ฉะนั้นเพดานในส่วนทางลาดนี้จะสูงระดับที่คนอยู่บนหลังม้าแล้วจะไม่ชนเพดาน แต่ตอนนี้เพดานนี้ไม่สูงแล้วหลังจากที่มีการบูรณะในหลายครั้ง กว่าจะขึ้นมาถึงชั้น 2  ทางลาด 7 สโลปนี้ก็ทำเราหอบได้อยู่ค่ะ ฮึบ..ฮึบ..

เมื่อมาถึงชั้น 2  ตรงกลางจะมีแผนผังของชั้น 2 ให้เราดู.. ณ จุดที่ 1 นี้เรียกว่า Empress’s Lodge เป็นจุดที่ดีที่สุดในการชมฮาเกียโซเฟีย ไว้สำหรับตั้งบัลลังก์ให้พระจักรพรรดินีนั่งชมพิธีทางศาสนาต่างๆ ในโบสถ์ ในช่วงจักวรรดิโรมันตะวันออก ..เราเดินตามทางเดินชั้นสองนี้ไปเรื่อยๆ นะคะ เราจะเห็นภาพโมเสกที่สวยงาม และมีอายุกว่า 500 ปี

ภาพโมเสกหนึ่งซึ่งอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมไปเยอะ แต่ก็เป็นภาพที่มีเรื่องราว น่าจะวาดในศตวรรษที่ 13 เป็นภาพที่มีความนุ่มนวล มีการแสดงทางอารมณ์โดยโทนของโมเสก เป็นภาพพระเยซูยืนถือคัมภีร์ไบเบิลอยู่ตรงกลาง พระนางมารี และนักบุญจอห์นกำลังวิงวอนในวันพิพากษา.. เมื่อเรามองดูที่ใบหน้าของพระเยซู เราจะพบว่าตาซ้ายและตาขวามองไปทิศทางที่แตกต่างกัน เป็นเทคนิคการวาดที่ทำให้รู้สึกว่า ไม่ว่าคุณยืนมองรูปนี้จากตรงไหนก็ตาม คุณจะเห็นเหมือนพระเยซูมองไปทางคุณอยู่ในทุกทิศทาง ภาพนี้เป็นภาพโมเสคที่มีหนึ่งเดียวในโลก และเป็นภาพในช่วงเริ่มต้นของยุคเรเนซอง (Renaissance) ในศิลปะการวาดภาพของไบเซนไทน์

และภาพโมเสกที่น่าสนใจอีกภาพหนึ่ง เป็นศิลปะไบเซนไทน์ น่าจะวาดในศตวรรษที่ 12 เป็นภาพพระแม่มารีในชุดน้ำเงินเข้ม อุ้มพระเยซูอยู่บนตัก ซึ่งทรงกำลังอวยพรด้วยมือขวา ขนาบด้วยพระจักรพรรดิจอห์นที่ 2 คอมเนนุส (Emperor John II Comnenus) ทางด้านซ้าย และพระจักรพรรดินีเอเลน่า (Empress Irene) ทางด้านขวา กำลังบริจาคให้กับฮาเกียโซเฟีย และมีภาพของลูกชายคนโต อเล็กซิส (son Alexius Comnenus) ไม่มีเคราวัยรุ่น อาจจะแสดงให้เห็นภาพตอนพระองค์ขึ้นราชาภิเษกตอนอายุเพียง 17 ปี อยู่ที่เสาเหลี่ยมด้านข้างของพระจักรพรรดินี สิ่งที่จะเห็นได้ชัดคือ ความแตกต่างของภาพจักรพรรดินีโซ ซึ่งภาพจะเก่ากว่าประมาณ 1 ศตวรรษ เพราะในภาพนี้จักพรรดินีเอเลน่าจะแสดงสีหน้าชัดเจนกว่า และยังวาดผมเป็นสีทอง แก้มสีชมพูกุหลาบ ตาสีเทา สวมชุดราชวงศ์ฮังกาเลี่ยนตามเชื้อสาย และจักพรรดิก็ทรงวาดในท่าทางที่สง่างาม

อีกภาพโมเสกที่สวยงาม... ก็สวยล้ำค่าทุกรูปนะคะ ^_^ น่าจะวาดในศตวรรษที่ 11 เป็นภาพพระเยซูนั่งตรงกลางอยู่บนบัลลังก์ในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้ม (เป็นแนวทางของศิลปะไบเซนไทน์) ทรงอวยพรด้วยพระหัตถ์ขวา และทรงถือพระคัมภีร์ไบเบิลอยู่ในพระหัตถ์ซ้าย ทางด้านซ้ายเป็นพระจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 9 (Emperor Constantine IX Monomachus) และข้างขวาคือพระจักรพรรดินีโซล (Empress Zoe) ในชุดราชพิธี กำลังบริจาคให้กับฮาเกียโซเฟีย ..และมีเรื่องเล่าว่า เมื่อจักรพรรดินีโซลแต่งงาน ก็ได้เขียนภาพโมเสกนี้ขึ้น แต่เมื่อสามีสิ้นไป พระนางจึงแต่งงานใหม่ และแต่งตั้งให้เป็นจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 9 ดังนั้นจึงต้องมีการแก้ไขภาพโมเสกนี้ แต่แก้ไขเฉพาะช่วงศีรษะหรือใบหน้าเท่านั้น ช่วงตัวยังคงเป็นภาพของสามีคนเดิมของพระนาง ซึ่งไม่แน่ชัดว่าเป็นสามีคนไหน เพราะมีก่อนหน้านี้ 2 พระองค์ โดยสามีแรกคือ โรมานุส ที่ 3 (Romanus III Argyrus) ซึ่งแต่งงานตอนโซลอายุ 50 และสามีที่สอง ไมเคิลที่ 4 (Michael IV) ภาพที่เห็นปัจจุบันคือคอนสแตนตินที่ 9

และยังมีภาพโมเสกอีกอันหนึ่งอยู่ในโดมทองเหนือทางเข้า เป็นภาพพระนางมารีอุ้มพระเยซูอยู่บนตัก เราสามารถเห็นได้เมื่อเดินไปสุดทางเดินแล้วมองไปทางซ้ายมือ น่าจะวาดในศตวรรษที่ 9 แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นภาพบูรณะจากภาพดั้งเดิมในศตวรรษที่ 6 ยุคไบเซนไทน์ 

จริงๆ แล้ว ยังมีอีกหลายสิ่งที่น่าชม และน่าสนใจในพิพิธภัณฑ์ฮาเกียโซเฟียแห่งนี้นะคะ ไว้ถ้าเพื่อนๆ อยากไปชมด้วยตัวเอง ก็ติดต่อเราเข้ามาได้นะคะ แล้วเราจะพาคุณไปสัมผัส ย้อนเวลาในมหานครสองทวีป...กรุงคอนสแตนติโนเปิล ด้วยตัวคุณเองค่ะ ^_^

ตลาดทัวร์  แมกกาซีน...รอบรู้เรื่องเที่ยว เชี่ยวชาญเรื่องทัวร์ สนุกกับการเดินทางไปกับเรานะคะ

LIKE & Follow เราได้ที่ FB: ตลาดทัวร์ แมกกาซีน

 

สกู๊ปอื่นๆ ที่น่าสนใจ