ติดตามข่าวสารอื่นๆ ที่แอพไทยทัวร์คลับ

ดาวโหลดแอพไทยทัวร์คลับได้แล้ววันนี้ ที่

ดาวโหลดแอปไทยทัวร์คลับ

อิสตันบูล เที่ยวสุขสันต์ สนุกด้วยกันใน ประเทศตุรกี ตอน 1 ตำนานดินแดนสองทวีป และเที่ยวมัสยิดซูเลย์มานีเย

โพสเมื่อ 09 มี.ค. 60

อิสตันบูล เที่ยวสุขสันต์ สนุกด้วยกันใน ประเทศตุรกี ตอน 1 ตำนานดินแดนสองทวีป และเที่ยวมัสยิดซูเลย์มานีเย (Istanbul Fun Days EP.1 Constantinople & Süleymaniye Mosque)

อิสตันบูล เมืองสำคัญของประเทศตุรกี มีตำนานอันยาวนาน ซึ่งปัจจุบันเราจะเห็นการผสมผสานของวัฒนธรรมเก่าแก่ตั้งแต่ยุคไบเซนไทน์ โรมัน จนถึงออตโตมัน และวันนี้เราจะได้เที่ยวชมความอลังการไปด้วยกันค่ะ

ดีใจจังเลยค่ะ 2 วันนี้ชาขมจะได้พาเพื่อนๆ ตะลุยอิสตันบูลไปด้วยกัน เมืองอิสตันบูลเป็นเมืองที่สำคัญของประเทศตุรกี แต่ไม่ใช่เมืองหลวงนะคะ (เมืองหลวง คือเมืองอังการ่า) เป็นเมืองที่ประชากรหนาแน่นมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีผู้คนอาศัยอยู่มากถึง 20 ล้านคน และยังเป็นเมืองที่ได้ชื่อว่ารถติดหนักแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่จริงๆ แล้วกรุงเทพฯ ของเราก็ไม่น่าแพ้เค้านะคะ

ประเทศตุรกีตั้งอยู่บน 2 ทวีป ยุโรปและเอเชีย ซึ่งมี 3% เท่านั้นอยู่ในทวีปยุโรป และพิเศษคือ เมืองอิสตัลบูลเป็นเมืองเดียวที่อยู่บน 2 ทวีป ซึ่ง 2 ทวีปนี้ถูกแยกโดยช่องแคบบอสฟอรัส สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่อยู่บนฝั่งทวีปยุโรป และทวีปยุโรปก็ยังถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยช่องแคบ Golden Horn  แบ่งออกเป็นยุโรปเก่า และยุโรปใหม่ ซึ่งตอนนี้ชาขม ก็ได้อยู่ในส่วนของเมืองเก่า 

โดยรอบเมืองเก่าแห่งนี้จะมีกำแพงเมืองโบราณล้อมรอบให้เรายังได้เห็นอยู่ นอกจากนั้นยังสามารถเห็นท่อระบายน้ำโบราณ (Aqueduct) หรือคือ อุโมงค์นำน้ำโบราณ ตั้งแต่สมัยโรมัน ลักษณะคล้ายกำแพง เพื่อนำน้ำจากนอกเมือง เข้ามายังใจกลางเมืองโรมัน และเก็บน้ำไว้ที่อ่างเก็บน้ำใต้ดิน สร้างในสมัยศตวรรษที่ 4  สมัยจักรพรรดิมันโรมันวาเลนส์ Valens ถูกใช้ตั้งแต่สมัยไบเซนไทน์ (Byzantines) จนถึงสมัยออตโตมัน (Ottomans) 

ซึ่งก่อนยุคออตโตมันนั้น ดินแดนนี้เป็นของจักรวรรดิโรมัน ในศตวรรษที่ 4 พระเจ้าคอนสแตนตินมหาราช ต้องการขายที่แห่งนี้เป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิโรมันทั้งหมด จึงได้ย้ายเมืองหลวง จากกรุงโรม ประเทศอิตาลี มาอยู่ที่แห่งนี้ และได้ตั้งชื่อใหม่โดยใช้ชื่อของพระองค์เองว่า คอนสแตนติโนโพลิส (Constantinopolis) แปลว่า เมืองของคอนสแตนติน และเมื่อชาวออตโตมันเข้ามายึดครองในศตวรรษที่ 15 สมัยสุลต่านเมเมทที่ 2 ก็ได้ใช้ดินแดนนี้เป็นเมืองหลวงของจักวรรดิออตโตมันสืบต่อมา และมีการสร้างพระราชวังของจักรววรดิหลายวังเช่น พระราชวังทอปกาปึ (Topkapi Palace) และ พระราชวังโดมาบาเช่ (Domabahce Palace)

เขตแดนของอาณาจักรออตโตมันนั้นยิ่งใหญ่มาก ช่วงที่อาณาจักรรุ่งเรืองที่สุดคือศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นช่วงการครองราชย์ของสุลต่านสุไลมาน (Süleyman The Magnificent) มัสยิดที่เรากำลังจะไปเยี่ยมชม ก็ถูกสั่งให้สร้างขึ้นโดยสุลต่านสุไลมานเพื่อเป็นมัสยิดประจำพระองค์ 

นั่นก็คือ มัสยิดซูเลย์มานีเย (Süleymaniye Mosque) สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 ออกแบบและตกแต่งโดยสถาปนิกชื่อ มิมาร์ ซินาน (Mimar Sinan) ซึ่งนับเป็นสถาปนิกคนสำคัญที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ของออตโตมัน เค้าออกแบบมัสยิดหลายแห่ง รวมไปถึงสะพาน และสิ่งก่อสร้างมากมาย ซึ่งมัสยิดแห่งนี้เป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของเขา เป็นการผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบอิสลาม คือหอคอยที่สูงยาวสง่า กับสถาปัตยกรรมไบเซนไทน์ คือการมีโดมครึ่งซีก เหมือนฮาเกียโซเฟีย ซึ่งออตโตมันก็ได้เปลี่ยนให้เป็นมัสยิดเมื่อปกครองดินแดนนี้ มัสยิดซูเลย์มานีเยสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1550 สร้างเสร็จในปี ค.ศ.1557 และเปิดให้ประชาชนได้ใช้ในปี ค.ศ.1558 เราจะเห็นได้ว่าโดมของมัสยิดนั้น จะมีเส้นผ่าศูนย์กลางของที่ใหญ่ แต่ถ้าเทียบกับของฮาเกียโซเฟียแล้วนั้น ฮาเกียโซเฟียจะใหญ่กว่าเยอะมาก แม้ว่าจะเก่ากว่ามาก โดมที่นี่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 23 เมตร และมีความสูง 53 เมตรเมื่อวัดจากดับน้ำทะเล ซึ่งในสมัยนั้นนับได้ว่าเป็นมัสยิดที่สูงที่สุดของจักรวรรดิออตโตมัน แต่จากฐานราก และขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางโดม ก็ยังเล็กกว่าฮาเกียโซเฟียอยู่ดี.. ในช่วงเวลาที่มีการละหมาดสวดมนต์ ก็จะเปิดให้สาธารณชนได้ใช้ แต่ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาชมในช่วงเวลาดังกล่าว 

และมีเรื่องเล่าอยู่ว่า ซินาน ซึ่งเป็นสถาปนิกผู้เคร่งศาสนา ในช่วงกำลังสร้างมัสยิดแห่งนี้นั้น เค้าได้เข้ามานั่งภายในนี้แล้วสูบชิชา ..มีผู้คนมาเห็นแล้วไม่พอใจ เอาเรื่องนี้ไปฟ้องกับสุลต่าน สุลต่านทรงโกรธ จึงตรัสถามเค้า และเค้าได้ตอบว่าเขากำลังทดสอบการสะท้อนของเสียงในมัสยิดโดยใช้ควันจากการสูบชิชา ฉะนั้น เมื่ออิหม่ามสวดมนต์ภายในมัสยิดนี้ เสียงจะสะท้อนกับกำแพงแล้วก้องกังวานในมัสยิด ทำให้ทุกคนได้ยินเสียงบทสวดมนต์อย่างชัดเจน เพราะสมัยนั้นยังไม่มีเครื่องขยายเสียงใดๆ มาช่วย

และอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตก็คือว่า โคมไฟในมัสยิดแห่งนี้แขวนลงมาค่อนข้างใกล้กับพื้นมาก นั่นเป็นเพราะว่า สมัยนั้นไม่มีไฟฟ้าใดๆ การจะเปลี่ยนเทียนในโคมไฟนั้นจึงทำได้ง่ายเมื่อไม่สูงนัก และเขายังเอาไข่นกกระจอกเทศมาประดับบนโคมไฟ เพื่อป้องกันมด และแมงมุม 

นอกจากนั้นยังมีระบบการจัดการช่องลมที่ดีเลิศ แม้ว่าจะมีการจุดเทียนเยอะ เขาสร้างให้ระบบลมพัดพาควันขึ้นด้านบน แล้วไปรวมตัวกันที่ช่องเพดาน แล้วเขม่าของควันจะถูกรวบรวมไว้ เพื่อใช้เป็นสีในการเขียนหนังสือ หรือวาดภาพต่อไป

และแม้กระทั่งพรม เขาก็ออกแบบลายบนผืนพรม ให้เกิดพื้นที่ของแต่ละคนในการเข้ามาสวดมนต์ที่นี่ นับเป็นการจัดระเบียบคนมากมายที่เข้ามาอย่างได้ผลมากค่ะ พื้นที่ส่วนใหญ่ของมัสยิดจะเป็นที่ไว้ให้ผู้ชายละหมาด ส่วนผู้หญิงจะแยกออกไปเป็นสัดส่วนทางด้านหลัง ไม่ปะปนกัน 

เมื่อเราดูจากภายนอกของมัสยิด เราจะเห็นว่า มี 4 หอคอยด้วยกันตั้งอยู่ในแต่ละมุมของมัสยิด ซึ่งการที่จะสร้าง 4 หอคอยได้นั้น จะต้องเป็นมัสยิดของสุลต่านเท่านั้น ถ้าเป็นของเจ้าหญิง หรือเจ้าชายจะมีได้แค่ 2 หอคอย แต่ถ้าคนธรรมดาจะมีได้เพียงหอคอยเดียว ซึ่งที่นี่ 2 หอคอยมี 3 ระเบียง และอีก 2 หอคอยมีเพียง 2 ระเบียง ทำให้เรานับรวมกันได้ 10 ระเบียง นั่นเป็นสัญลักษณ์ว่าสุลต่านสุไลมาน เป็นสุลต่านองค์ที่ 10 ของออตโตมัน 

นับว่ามัสยิดแห่งนี้มีความโดดเด่นสวยงาม และสะท้อนให้เห็นความยิ่งใหญ่และสำคัญของสุลต่านสุไลมานในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี..

ตลาดทัวร์  แมกกาซีน...รอบรู้เรื่องเที่ยว เชี่่ยวชาญเรื่องทัวร์ สนุกกับการเดินทางไปกับเรานะคะ

Follow เราได้ที่ FB: ตลาดทัวร์ แมกกาซีน

 


 สกู๊ปอื่นๆ ที่น่าสนใจ ดูทั้งหมด